ประจำเดือน หรือเมนส์มา เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นกับผู้หญิงทุก ๆ เดือน เนื่องจากการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกออกจากร่างกาย โดยในช่วงเวลานี้ผู้หญิงบางคนอาจรู้สึกไม่สบายตัว เพราะเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และอาจมีอาการก่อนเมนส์มาเป็นสัญญาณเตือนว่ากำลังจะมีประจำเดือน
สำหรับในช่วงที่ประจำเดือนมา ผู้หญิงอาจมีอาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์ เช่น ปวดท้องน้อย ปวดหลัง หรือรู้สึกบวม ๆ โดยอาการเหล่านี้มักจะหายไปเมื่อประจำเดือนมาถึง และระบบฮอร์โมนกลับสู่สภาวะปกติ แต่บางคนอาจมีอาการ pms ที่ค่อนข้างหนัก และไม่ปกติ ดังนั้นเพื่อรับมือกับอาการเหล่านี้ ผู้หญิงควรทำความเข้าใจ และหาวิธีดูแลตัวเองให้ดี ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนไปทำความรู้จักกับอาการก่อนเป็นเมนส์
อาการก่อนเมนส์มา (PMS) คืออะไร?
Premenstrual Syndrome หรือ pms คือ กลุ่มอาการที่จะเกิดขึ้นในช่วงก่อนมีประจำเดือน ซึ่งมักจะเริ่มต้นประมาณ 7-14 วันก่อนที่ประจำเดือนจะมาถึง อาการเหล่านี้เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมน Estrogen และ Progesterone ในร่างกาย โดยอาการอาจมีทั้งทางร่างกายและจิตใจ ซึ่งสามารถส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของผู้หญิงได้
สำหรับอาการก่อนเป็นประจําเดือน หรือ PMS นั้น สามารถแตกต่างกันไปในแต่ละคน แต่โดยทั่วไปจะมีอาการที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เช่น ความหงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน, ปัญหาผิว เช่น สิว, การบวม และอาการเจ็บปวด เช่น ปวดท้องน้อย ปวดหลัง เป็นต้น โดยอาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อประจำเดือนเริ่มมาและฮอร์โมนกลับสู่ระดับปกติ อาการ pms นั้น ไม่ใช่โรค แต่เป็นกลุ่มอาการที่พบได้บ่อยในผู้หญิงหลายคนในช่วงก่อนประจำเดือน
PMS มีอาการเป็นอย่างไร? อาการก่อนเป็นประจำเดือนที่ควรระวัง
อาการก่อนเมนส์มา หรือ อาการก่อนเป็นประจำเดือน ในแต่ละคนนั้นจะไม่เหมือนกัน บางคนไม่แสดงอาการ บางคนก็มีอาการค่อนข้างหนัก ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งร่างกายและจิตใจได้ หากมีอาการที่ผิดปกติ ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาทันที
อาการทางด้านอารมณ์และพฤติกรรม
ในช่วงก่อนประจำเดือน (PMS) ผู้หญิงมักจะประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และพฤติกรรมที่อาจรบกวนชีวิตประจำวัน อาการทางอารมณ์เหล่านี้มักเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
- อารมณ์แปรปรวน: อารมณ์ผู้หญิงตอนเป็นเมนส์ จะมีอาการขึ้น ๆ ลง ๆ อาจทำให้รู้สึกหงุดหงิดหรือเศร้าได้ง่าย
- ความวิตกกังวล: บางคนอาจรู้สึกวิตกกังวล หรือเครียดโดยไม่มีเหตุผลที่ชัดเจน
- ความหงุดหงิดหรือโกรธง่าย: อาจเกิดการระเบิดอารมณ์จากสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ หรือมีความรู้สึกไม่พอใจ
- อาการซึมเศร้า: ในบางกรณี อาการ PMS อาจทำให้ผู้หญิงรู้สึกซึมเศร้าหรือหมดแรง
- การเปลี่ยนแปลงในการนอนหลับ: การนอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไปก็เป็นอาการหนึ่งที่พบในช่วงนี้
- ความอยากอาหาร: บางคนอาจรู้สึกอยากกินอาหารมากขึ้นโดยเฉพาะอาหารที่มีน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตสูง
อาการทางด้านร่างกาย
ในส่วนของทางด้านร่างกาย อาการประจำเดือนจะมาที่อาจเกิดขึ้นก่อน จะทำให้ผู้หญิงรู้สึกไม่สบายตัวและกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน เช่น
- ปวดท้องน้อย: อาการปวดท้องหรือปวดบริเวณมดลูกเป็นอาการที่พบได้บ่อย โดยมักเกิดจากการหดตัวของมดลูกในระหว่างที่ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง
- บวมน้ำ: ร่างกายอาจเกิดการบวมในบางส่วน เช่น ท้อง เท้า หรือมือ เนื่องจากการเก็บน้ำในร่างกายเพิ่มขึ้น
- เจ็บเต้านม: การขยายตัวของเต้านมและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจทำให้เต้านมรู้สึกเจ็บหรือบวม
- อ่อนเพลีย: รู้สึกอ่อนเพลียหรือหมดพลังงานแม้จะนอนหลับเพียงพอ
- ปัญหาผิว: อาจเกิดสิวหรือผิวมันมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย
- ปวดหัว: บางคนอาจมีอาการปวดหัว หรือไมเกรนในช่วงนี้
- ท้องอืด: การเก็บน้ำในร่างกายทำให้รู้สึกท้องอืดหรือไม่สบายตัว
อาการคนเป็นเมนส์ มักจะหายไปเมื่อประจำเดือนเริ่มมาและระดับฮอร์โมนในร่างกายกลับสู่สภาวะปกติ ถ้าหากยังไม่หาย หรือมีปัญหาสุขภาพตามมา อย่าปล่อยทิ้งไว้นาน อาจจะต้องมาปรึกษาแพทย์ และตรวจสุขภาพ รวมถึงระดับฮอร์โมน
สาเหตุของ อาการก่อนเมนส์มา (PMS) คืออะไร?
สาเหตุของอาการก่อนเมนส์มา แบ่งออกได้เป็น 2 ปัจจัย ได้แก่ ฮอร์โมน และโรคประจำตัว ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก ๆ นอกจากนี้ก็ยังเกี่ยวข้องกับการใช้ชีวิต การพักผ่อน ไลฟ์สไตล์ของแต่ละคน ซึ่งเป็นปัจจัยรองที่ส่งผลต่อร่างกาย และอาจทำให้มีอาการที่หนักขึ้นได้
สาเหตุจากฮอร์โมน
Estrogen และ Progesterone มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำงานของระบบสืบพันธุ์และกระบวนการทางกายภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการมีประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของทั้งสองฮอร์โมนนี้ส่งผลกระทบต่อสมองและระบบประสาท ทำให้เกิดอาการที่เกี่ยวข้องกับ PMS
- Estrogen: ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะเพิ่มขึ้นในช่วงก่อนการตกไข่และลดลงเมื่อเริ่มเข้าสู่ช่วงประจำเดือน การลดลงอย่างรวดเร็วของระดับเอสโตรเจนในช่วงนี้สามารถกระตุ้นให้เกิดอาการทางอารมณ์ เช่น หงุดหงิด อารมณ์แปรปรวน หรือความเครียด
- Progesterone: ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนจะเพิ่มขึ้นหลังการตกไข่และลดลงก่อนที่ประจำเดือนจะมา เมื่อระดับโปรเจสเตอโรนลดลง มักจะทำให้เกิดอาการบวม ปวดท้อง และความรู้สึกเหนื่อยล้า
สาเหตุจากโรคประจำตัว
นอกจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนแล้ว โรคประจำตัว หรือปัจจัยสุขภาพบางอย่างก็สามารถมีบทบาทในการกระตุ้นหรือทำให้อาการ PMS รุนแรงขึ้นได้ เช่น
- โรคซึมเศร้า (Depression): ผู้ที่มีประวัติอาการซึมเศร้าหรือปัญหาทางจิตใจอาจมีแนวโน้มที่จะมีอาการ PMS ที่รุนแรงขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอาจกระทบต่อสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์
- โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension): การมีความดันโลหิตสูงอาจทำให้มีอาการบวมและความไม่สบายตัวในช่วง PMS
- โรคเบาหวาน (Diabetes): ระดับน้ำตาลในเลือดที่ไม่สมดุลอาจส่งผลต่อพลังงานและทำให้เกิดความรู้สึกอ่อนเพลียในช่วงก่อนประจำเดือน
- โรคไทรอยด์ (Thyroid Disorders): ภาวะฮอร์โมนไทรอยด์ไม่สมดุลอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการ PMS ที่รุนแรงขึ้น
- ภาวะถุงน้ำในรังไข่ (PCOS): การมี PCOS (Polycystic Ovary Syndrome) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการมีความไม่สมดุลของฮอร์โมน ก็สามารถทำให้เกิดอาการ PMS ที่รุนแรงมากขึ้น
อาการ PMS อาจแตกต่างกันไปตามปัจจัยทางสุขภาพเหล่านี้ และการดูแลสุขภาพที่ดีสามารถช่วยบรรเทาอาการได้
อาการ PMDD คือ? แตกต่างจากอาการก่อนเป็นประจำเดือนอย่างไร?
อาการก่อนประจำเดือนมา PMS (Premenstrual Syndrome) และกลุ่มอาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน PMDD (Premenstrual Dysphoric Disorder) เป็นสองภาวะที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนประจำเดือน แต่จะมีความแตกต่างในเรื่องของความรุนแรงและผลกระทบต่อชีวิตประจำวันที่ต่างกัน ดูได้จากอาการ ดังนี้
อาการก่อนประจำเดือนมา PMS (Premenstrual Syndrome)
- อาการ: เป็นกลุ่มอาการที่พบได้ทั่วไปในผู้หญิงในช่วงก่อนประจำเดือน ซึ่งรวมถึงอาการทางอารมณ์และร่างกาย เช่น หงุดหงิด, บวม, ปวดท้องก่อนเมนส์มา, ปวดหลัง, สิว และเหนื่อยล้า
- ความรุนแรง: โดยทั่วไปอาการจะค่อนข้างเบาและสามารถรับมือได้ด้วยการปรับพฤติกรรมชีวิต เช่น การออกกำลังกาย หรือการพักผ่อน
- ระยะเวลา: อาการจะเริ่มต้นประมาณ 7-14 วันก่อนประจำเดือนจะมาและจะหายไปเมื่อประจำเดือนเริ่มมา
อาการรุนแรงก่อนมีประจำเดือน PMDD (Premenstrual Dysphoric Disorder)
- อาการ: PMDD เป็นอาการที่รุนแรงกว่า PMS และมักจะส่งผลกระทบอย่างมากต่ออารมณ์และความสามารถในการทำงาน เช่น ความวิตกกังวล, ซึมเศร้า, อารมณ์แปรปรวนรุนแรง, หรือความรู้สึกไร้ค่า อาการทางร่างกายอาจรวมถึงอาการปวดท้องอย่างรุนแรงหรือบวม
- ความรุนแรง: อาการของ PMDD มีความรุนแรงมากกว่าจึงสามารถรบกวนชีวิตประจำวันได้อย่างชัดเจน ทำให้ไม่สามารถทำกิจกรรมตามปกติได้
- ระยะเวลา: PMDD เกิดขึ้นในช่วงสัปดาห์ก่อนประจำเดือนจะมาและอาการจะหายไปหลังจากที่ประจำเดือนเริ่มมา
แล้วควรพบแพทย์เมื่อไหร่ดี?
แม้ว่า PMS จะเป็นภาวะที่พบได้ทั่วไปและมักไม่รุนแรง แต่หากอาการเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อการทำงานหรือการใช้ชีวิตประจำวันมากเกินไป ควรพบแพทย์เพื่อหาวิธีการจัดการอาการที่เหมาะสม
ส่วน PMDD ซึ่งมีอาการรุนแรงและสามารถทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์และจิตใจอย่างมาก เช่น ความคิดฆ่าตัวตายหรือความรู้สึกหมดหวัง, เป็นภาวะที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ เพราะอาการเหล่านี้อาจส่งผลต่อสุขภาพจิตอย่างหนัก แพทย์อาจแนะนำการรักษาที่รวมถึงการใช้ยา, การบำบัดทางจิตใจ หรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น การจัดการความเครียดหรือการออกกำลังกายเป็นประจำ
หากคุณมีอาการก่อนเมนส์มาที่รุนแรงและไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง การพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำและการรักษาเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อให้สุขภาพของคุณดีขึ้น
หากมีอาการก่อนเมนส์มา จะรักษาอย่างไรดี?
การรักษาอาการ PMS สามารถทำได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการและความชอบส่วนตัวของแต่ละบุคคล และนี่คือวิธีการที่นิยมใช้เพื่อบรรเทา อาการก่อนเมนส์มา หรือ ปวดท้องก่อนเมนส์มา
รักษาตัวเองโดยการใช้ยา
การใช้ยาสามารถช่วยบรรเทาอาการของ PMS ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถเลือกใช้ตามความรุนแรงของอาการและคำแนะนำจากแพทย์
- ยาบรรเทาปวด (NSAIDs): เช่น ไอบูโพรเฟน หรือ พาราเซตามอล สามารถช่วยลดอาการปวดท้อง ปวดหลัง และอาการปวดหัวที่เกิดจาก PMS
- ยาคุมกำเนิด: การใช้ยาคุมกำเนิดสามารถช่วยควบคุมระดับฮอร์โมน Estrogen และ Progesterone ซึ่งอาจลดอาการทางอารมณ์และร่างกายที่เกิดจาก PMS ได้
- ยาคลายเครียด (Antidepressants): สำหรับผู้ที่มีอาการทางอารมณ์รุนแรง เช่น ความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้าในช่วงก่อนประจำเดือน แพทย์อาจแนะนำการใช้ยาต้านเศร้าชนิดที่มีผลต่อสารเคมีในสมอง (SSRIs) เพื่อบรรเทาอาการเหล่านี้
- ยาขับปัสสาวะ: ในบางกรณีที่มีอาการบวมจากการกักเก็บน้ำในร่างกาย ยาขับปัสสาวะอาจช่วยบรรเทาอาการบวมได้
*การใช้ยาควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์เพื่อหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงและให้ได้ผลที่ดีที่สุด
การปรับเปลี่ยนอาหารที่ทาน
การปรับอาหารให้เหมาะสมสามารถช่วยลดอาการ PMS ได้ โดยการให้สารอาหารที่เหมาะสมต่อการบำรุงร่างกายและลดการกระตุ้นของอาการต่าง ๆ ดังนี้
- อาหารที่มีโปรตีนสูง: การกินโปรตีนในปริมาณที่เหมาะสมช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และลดอาการหิวบ่อย หรือความอยากอาหารที่มากเกินไปในช่วง PMS
- อาหารที่มีไฟเบอร์สูง: การรับประทานผักและผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูงช่วยปรับสมดุลของระบบย่อยอาหารและลดอาการท้องอืด
- ไขมันดี (Healthy Fats): ไขมันจากแหล่งธรรมชาติ เช่น อะโวคาโด, ถั่ว, และปลาแซลมอน ช่วยลดการอักเสบและปรับสมดุลฮอร์โมน
- ธาตุสังกะสี (Zinc): ธาตุสังกะสีช่วยในการควบคุมฮอร์โมนและลดอาการที่เกี่ยวข้องกับ PMS เช่น ปวดท้องและการอักเสบในร่างกาย
- แมกนีเซียม (Magnesium): แมกนีเซียมช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและบวม อีกทั้งยังช่วยให้การนอนหลับดีขึ้น
- การลดคาเฟอีนและน้ำตาล: คาเฟอีนและน้ำตาลอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดผันผวนและกระตุ้นอาการหงุดหงิดหรือเครียดได้ ดังนั้นการลดการบริโภคในช่วงก่อนประจำเดือนอาจช่วยบรรเทาอาการได้
การดูแลอาการก่อนเมนส์มา PMS และการบรรเทาอาการปวดท้อง
อย่างที่กล่าวไปข้างต้นว่า การดูแลรักษาอาการ PMS สามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการใช้ยาหรือการบำบัดที่เหมาะสม แต่อีกหนึ่งสิ่งที่ช่วยได้ ก็คือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และเทคนิคง่าย ๆ ก็สามารถช่วยบรรเทาอาการก่อนมีประจำเดือนได้
1. บรรเทาอาการปวดท้องก่อนเมนส์มา
อาการปวดท้องเป็นหนึ่งในอาการที่พบได้บ่อยของ PMS ซึ่งเกิดจากการหดตัวของมดลูก สามารถแก้ไขได้ด้วยวิธีง่าย ๆ ดังนี้
- ประคบร้อน: ใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือแผ่นประคบร้อนวางบนหน้าท้อง จะช่วยลดการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกและบรรเทาอาการปวดได้
- รับประทานอาหารเสริม: เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม หรือวิตามินบี 6 ซึ่งช่วยลดอาการปวดและผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
- หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นการอักเสบ: เช่น อาหารรสจัด คาเฟอีน และน้ำตาล ซึ่งอาจทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น
2. การผ่อนคลายเพื่อลดความเครียด
ความเครียดและอารมณ์แปรปรวนเป็นอาการเด่นของ PMS หรือ อาการเมนส์จะมา การผ่อนคลายร่างกายและจิตใจช่วยให้รู้สึกดีขึ้น
- นั่งสมาธิ หรือ ฝึกการหายใจลึก ๆ: เพื่อช่วยลดความตึงเครียดและปรับสมดุลฮอร์โมน
- นอนหลับให้เพียงพอ: อย่างน้อย 7-9 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
- กลิ่นบำบัด (Aromatherapy): การใช้กลิ่นหอมจากน้ำมันหอมระเหย เช่น ลาเวนเดอร์ หรือโรสแมรี่ ช่วยให้รู้สึกสงบและลดความเครียด
- การนอนหลับที่เพียงพอ: การนอนหลับอย่างเพียงพอช่วยให้ร่างกายฟื้นฟูและลดอาการอ่อนเพลียในช่วง PMS ควรนอนหลับ 7-8 ชั่วโมงทุกคืน
3. การออกกำลังกายเพื่อบรรเทาอาการ PMS
การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด และการหลั่งสารเอ็นโดรฟิน (Endorphins) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขที่ช่วยลดอาการปวดและปรับสมดุลอารมณ์
- โยคะ: โพสท่าที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น Child’s Pose หรือ Cat-Cow Pose ลดอาการปวดท้องและปวดหลังได้
- คาร์ดิโอเบา ๆ: เช่น เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ช่วยลดอาการบวมและอาการปวดเมื่อย
- การยืดเส้นยืดสาย: เช่น การทำ Stretching Routine ช่วยลดความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
การวินิจฉัยอาการ PMS และการเตรียมตัวก่อนพบแพทย์
การวินิจฉัย PMS ส่วนใหญ่จะทำผ่านการประเมินอาการทางประวัติทางการแพทย์และการตรวจสอบอาการที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนประจำเดือน แพทย์อาจแนะนำการทดสอบหากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับอาการหรือหากอาการรุนแรงเกินไป
- ประเมินประวัติอาการ: แพทย์จะสอบถามเกี่ยวกับอาการที่เกิดขึ้นในแต่ละรอบเดือน เช่น ความเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์, ความรู้สึกไม่สบายตัว, อาการปวดท้องก่อนเมนส์มา หรืออาการบวม และตรวจสอบว่ามีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นทุกเดือนหรือไม่
- การบันทึกอาการ: การบันทึกอาการในแต่ละเดือนเป็นระยะเวลาหลายรอบเดือนจะช่วยให้แพทย์วิเคราะห์รูปแบบการเกิดของอาการ PMS ได้ดียิ่งขึ้น การใช้แอปพลิเคชันหรือปฏิทินในการบันทึกวันที่ประจำเดือนมา, วันที่มีอาการ, และระดับความรุนแรงของอาการช่วยให้ข้อมูลนี้แม่นยำขึ้น
- การตรวจสุขภาพร่างกาย: แพทย์อาจทำการตรวจร่างกายเพื่อให้แน่ใจว่าอาการที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ เช่น การเจ็บป่วยอื่น ๆ หรือโรคทางนรีเวช รวมถึงตรวจวัดระดับฮอร์โมน
การเตรียมตัวก่อนพบแพทย์
เพื่อให้การพบแพทย์มีประสิทธิภาพสูงสุด และสามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างถูกต้อง ควรเตรียมตัวให้พร้อมตามคำแนะนำเหล่านี้:
- บันทึกอาการ: ก่อนพบแพทย์ ควรบันทึกอาการที่เกิดขึ้นในช่วงก่อนประจำเดือนในระยะเวลา 2-3 เดือน รวมถึงวันที่เริ่มมีอาการและอาการที่เกิดขึ้น เช่น ปวดท้อง, หงุดหงิด, อ่อนเพลีย, หรือการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์
- รายละเอียดเกี่ยวกับรอบเดือน: จดบันทึกวันที่ประจำเดือนมาและวันที่ประจำเดือนหมด รวมถึงความยาวรอบเดือนของคุณ เพื่อให้แพทย์สามารถตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและอาการได้ชัดเจนขึ้น
- ข้อมูลเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์: หากคุณมีโรคประจำตัว เช่น โรคซึมเศร้า, โรคเบาหวาน, หรือปัญหาทางสุขภาพอื่น ๆ ควรบอกแพทย์ เพราะโรคเหล่านี้อาจส่งผลต่ออาการ PMS
- รายการยาที่ใช้: หากคุณกำลังใช้ยาหรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใด ๆ ควรนำรายการยาไปให้แพทย์เพื่อตรวจสอบว่ามีผลกระทบต่ออาการ PMS หรือไม่
- คำถามที่อยากถาม: เตรียมคำถามที่คุณต้องการถามแพทย์ เช่น วิธีการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับอาการที่คุณกำลังประสบอยู่, ผลข้างเคียงของการใช้ยา, หรือวิธีการจัดการกับอารมณ์และอาการทางร่างกายในช่วง PMS
การเตรียมตัวก่อนพบแพทย์จะช่วยให้แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการได้อย่างแม่นยำและเสนอวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจดเตรียมคำถามที่ต้องการถามแพทย์ หรือจดเตรียมคำตอบสำหรับคำถามที่แพทย์อาจจะสอบถาม
FAQ : คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับอาการก่อนเมนส์มา
Q: อาการก่อนมีประจำเดือนมักจะเริ่มเมื่อไร?
ตอบ: อาการก่อนมีประจำเดือน มักเริ่มต้นประมาณ 1-2 สัปดาห์ก่อนที่ประจำเดือนจะมา
ตัวอย่างช่วงเวลาโดยทั่วไป
- วันตกไข่: ประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน (นับจากวันแรกของประจำเดือนครั้งก่อน)
- เริ่มแสดงอาการ PMS: ประมาณวันที่ 21-28 ของรอบเดือน (ช่วงก่อนประจำเดือนมา)
อย่างไรก็ตาม ความรุนแรงและเวลาที่อาการเริ่มต้นอาจแตกต่างกันไปในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ เช่น ฮอร์โมน ความเครียด และสุขภาพโดยรวม
Q: อาการของ PMS รุนแรงแค่ไหน?
ตอบ:อาการ PMS มีความรุนแรงแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย แต่บางคนอาจมีอาการรุนแรงจนกระทบกับการทำกิจกรรมประจำวัน หากอาการรุนแรงและไม่สามารถควบคุมได้ ควรปรึกษาแพทย์
Q: สีของประจำเดือนบอกอะไรได้บ้าง?
ตอบ:หากพบว่ามีสีหรือกลิ่นผิดปกติ รวมถึงอาการปวดรุนแรง ควรรีบปรึกษาแพทย์
- สีแดงสด: เลือดใหม่ ไหลเวียนปกติ มักพบช่วงเริ่มต้นของรอบเดือน
- สีแดงเข้ม/น้ำตาลแดง: เลือดเก่า ถูกขับออกช่วงท้ายของรอบเดือน
- สีชมพู: เลือดผสมมูก อาจบ่งบอกฮอร์โมนเอสโตรเจนต่ำ
- สีส้ม: เลือดผสมสารคัดหลั่ง อาจเสี่ยงติดเชื้อ
- สีดำ: เลือดคั่งในมดลูกหรือการขับออกช้า
Q: การใช้ยาคุมกำเนิดช่วยลดอาการ PMS ได้หรือไม่?
ตอบ:การใช้ยาคุมกำเนิดสามารถช่วยควบคุมระดับฮอร์โมนในร่างกาย และลดอาการที่เกี่ยวข้องกับ PMS เช่น ปวดท้องหรืออารมณ์แปรปรวน ซึ่งจะทำให้ประจำเดือนมาอย่างสม่ำเสมอและลดอาการก่อนประจำเดือน
สรุปว่า หากมีอาการก่อนเมนส์มาที่รุนแรง ผิดปกติ หรือทำให้ลำบากต่อการใช้ชีวิตประจำวัน ควรรีบปรึกษาแพทย์
จากข้อมูลข้างต้นทั้งหมดที่กล่าวมา หากพบว่า ตัวเองกำลังมีอาการเมนส์จะมา (PMS) ที่รุนแรงหรือไม่สามารถควบคุมได้ การปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจวัดระดับฮอร์โมน จึงเป็นจุดเริ่มต้นและทางเลือกที่ดี เพื่อวินิจฉัยหาสาเหตุ และการรักษาที่เหมาะสม การตรวจฮอร์โมนจะช่วยให้เราเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างฮอร์โมนในร่างกายและอาการที่กำลังประสบอยู่ พร้อมทั้งสามารถรับการรักษาที่ตรงจุดและปรับสมดุลฮอร์โมนได้อย่างปลอดภัย
โดยทาง S’RENE by SLC ก็มีโปรแกรมตรวจฮอร์โมนอย่างละเอียด พร้อมคำแนะนำจากแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน และมีประสบการณ์ในด้าน His & Her Wellnes สามารถให้คำปรึกษา และแนะนำการปรับสมดุลฮอร์โมนและบรรเทาอาการที่เกิดจาก PMS ด้วยวิธีการที่เหมาะสม
His & Her Wellness Lab Check Up Program – FEMALE Level 3 (15,900.- 20 รายการตรวจ) ตรวจวัดระดับฮอร์โมนเพศ และความสมดุลของร่างกาย เพื่อหาความเสี่ยงปัญหาสุขภาพเพศ พร้อมนำมาวางแผนการดูแล และฟื้นฟูสุขภาพเพศ
ใครที่กำลังมีปัญหาสุขภาพ สามารถเข้ามาปรึกษากับแพทย์ที่ S’RENE by SLC หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม และจองคิวได้ที่
▪️ สาขา ทองหล่อ – โทร 064 184 5237
▪️ สาขา พาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 – โทร 081 249 7055
▪️ สาขา เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 6 – โทร 080 245 7669
________________________________________________________
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Premenstrual Syndrome: Symptoms and Causes. Mayo Clinic.
https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/premenstrual-syndrome/symptoms-causes/syc-20376780
Premenstrual Syndrome (PMS). NHS.
https://www.nhs.uk/conditions/pre-menstrual-syndrome/
Premenstrual Syndrome (PMS). MedlinePlus.
https://medlineplus.gov/premenstrualsyndrome.html
Premenstrual Syndrome (PMS). Better Health Channel.
https://www.betterhealth.vic.gov.au/health/conditionsandtreatments/premenstrual-syndrome-pms
Premenstrual Syndrome: Causes, Symptoms, and Treatments. Healthline.
https://www.healthline.com/health/premenstrual-syndrome
PMS (Premenstrual Syndrome). Cleveland Clinic.
https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/24288-pms-premenstrual-syndrome
สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่