ใครที่กำลังดูแลรูปร่างอยู่ในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นกระแส ปากกาลดน้ำหนัก หรือที่เรียกกันติดปากว่า ปักปากกา บ้าง ปักตะกร้า บ้าง เพราะถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในกลุ่มคนที่อยากดูแลหุ่น และคนที่น้ำหนักเริ่มกระทบสุขภาพ โดยเฉพาะคนที่คุมอาหารและออกกำลังกายมาแล้วแต่ยังไม่ได้ผลเท่าที่ควร
พอเริ่มหาข้อมูลจริงจัง หลายคนกลับไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มที่ปักได้หรือเปล่า เพราะยากลุ่มนี้ไม่ได้ทำมาเพื่อทุกคนที่อยากผอม แต่มีข้อบ่งใช้ทางการแพทย์กำกับอยู่ชัดเจน ทั้งเกณฑ์ค่าดัชนีมวลกาย โรคร่วม และข้อห้ามอีกหลายข้อที่แพทย์ต้องคัดกรองก่อนสั่งจ่าย
บทความนี้จะพาไปไล่ตั้งแต่เกณฑ์ค่า BMI ที่ใช้ตัดสินว่าใครเริ่มยาได้ สิ่งที่แพทย์ดูประกอบนอกเหนือจากค่าดัชนีมวลกาย กลุ่มที่มีข้อห้าม ไปจนถึงทางเลือกสำหรับคนที่ยังไม่เข้าเกณฑ์
**บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปเท่านั้น มิได้มีเจตนาเพื่อการโฆษณายาหรือเครื่องมือแพทย์แต่อย่างใด การใช้ยาทุกชนิดควรอยู่ภายใต้คำแนะนำและการดูแลของแพทย์หรือเภสัชกร**
ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร ทำไมถึงต้องให้แพทย์ประเมินก่อนเริ่มใช้

ปากกาลดน้ำหนัก คือ ยาฉีดที่ทำงานด้วยหลักการเลียนแบบฮอร์โมนความอิ่มที่ลำไส้หลั่งออกมาเองตามธรรมชาติหลังกินอาหาร ฮอร์โมนตัวนั้นคือ GLP-1 (Glucagon-Like Peptide-1) ซึ่งทำหน้าที่ส่งสัญญาณไปบอกสมองส่วนที่ควบคุมความหิวว่าพอแล้ว พร้อมกับชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหารให้อาหารอยู่ในท้องนานขึ้น
ตัวยาบางชนิดยังออกฤทธิ์ที่ตัวรับ GIP (Glucose-Dependent Insulinotropic Polypeptide) เพิ่มเข้ามา ซึ่งช่วยเสริมการเผาผลาญพลังงานและการนำไขมันสะสมมาใช้
จุดนี้ต่างจากยาลดน้ำหนักรุ่นเก่าเช่น ไซบูทรามีน (Sibutramine) ที่กดประสาทส่วนกลางให้ไม่รู้สึกหิว ซึ่งมักมาพร้อมอาการใจสั่นและนอนไม่หลับ ส่วนยากลุ่มใหม่ทำงานผ่านระบบฮอร์โมนที่ร่างกายมีอยู่แล้ว ความอิ่มที่เกิดขึ้นจึงใกล้เคียงกับความอิ่มตามธรรมชาติมากกว่า
แต่เมื่อออกฤทธิ์กับระบบฮอร์โมน ก็ย่อมส่งผลต่ออวัยวะอื่นที่อยู่ในวงจรเดียวกัน ทั้งตับอ่อน ไต ถุงน้ำดี และต่อมไทรอยด์ กฎหมายไทยจึงจัดยากลุ่มนี้เป็นยาควบคุมพิเศษที่แพทย์เท่านั้นเป็นผู้สั่งจ่ายได้
เกณฑ์ค่า BMI ที่แพทย์ใช้พิจารณาก่อนเริ่มใช้ยา

ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) คืออะไร คำนวณอย่างไร
ค่าดัชนีมวลกาย คำนวณจากน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง เช่น คนที่หนัก 78 กิโลกรัม สูง 165 เซนติเมตร จะได้ค่า 28.7
เกณฑ์การแปลผลสำหรับชาวเอเชียต่ำกว่าเกณฑ์สากล เนื่องจากงานวิจัยพบว่าคนเอเชียเริ่มมีความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตั้งแต่ค่าดัชนีมวลกายยังไม่สูงเท่าคนตะวันตก กรมอนามัยจึงใช้เกณฑ์ดังนี้
| ค่าดัชนีมวลกาย | การแปลผล |
|---|---|
| น้อยกว่า 18.5 | น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ |
| 18.5 – 22.9 | น้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ |
| 23.0 – 24.9 | น้ำหนักเกิน |
| 25.0 – 29.9 | ภาวะอ้วนระดับ 1 |
| 30.0 ขึ้นไป | ภาวะอ้วนระดับ 2 |
ตัวอย่างข้างต้นที่ได้ค่า 28.7 จึงอยู่ในกลุ่มภาวะอ้วนระดับ 1 ทั้งที่หลายคนมองว่ารูปร่างแบบนั้นยังพอรับได้ เพราะเกณฑ์ต่างกันตรงนี้ คนไทยจำนวนไม่น้อยจึงเข้าข่ายภาวะอ้วนโดยไม่รู้ตัว
สองเกณฑ์หลักที่เข้าข่ายใช้ยาได้
แพทย์ไม่ได้ดูค่าดัชนีมวลกายเพียงลำพัง แต่ดูควบคู่กับภาวะสุขภาพที่มีอยู่เดิม ข้อบ่งใช้จึงแบ่งออกเป็นสองเกณฑ์
- ค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 ขึ้นไป เข้าเกณฑ์ได้แม้ยังไม่มีโรคร่วมใด ๆ เพราะลำพังระดับไขมันสะสมในกลุ่มนี้ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังในระยะยาวอยู่แล้ว
- ค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 27 ขึ้นไป ร่วมกับภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ ภาวะไขมันพอกตับ หรือภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
คนที่ค่าดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง 23 ถึง 27 โดยไม่มีโรคร่วม จึงยังไม่เข้าเกณฑ์ทั้งสองข้อ แม้จะรู้สึกว่าตัวเองอ้วนก็ตาม
รอบเอวกับสัดส่วนไขมัน: สิ่งที่ค่า BMI เพียงอย่างเดียวบอกไม่ได้

ข้อจำกัดของค่าดัชนีมวลกายหรือ BMI คือคำนวณจากน้ำหนักรวม โดยไม่แยกว่าน้ำหนักนั้นมาจากไขมัน กล้ามเนื้อ หรือน้ำในร่างกาย แพทย์จึงวัดรอบเอวประกอบด้วยเสมอ โดยผู้หญิงที่รอบเอวเกิน 80 เซนติเมตร และผู้ชายที่รอบเอวเกิน 90 เซนติเมตร ถือว่ามีความเสี่ยงจากไขมันสะสมในช่องท้อง ซึ่งเป็นไขมันที่สัมพันธ์กับโรคเรื้อรังมากกว่าไขมันใต้ผิวหนัง
คนที่ออกกำลังกายแบบมีแรงต้านจนมวลกล้ามเนื้อสูง ค่าดัชนีมวลกายจะขึ้นไปถึงเกณฑ์ภาวะอ้วนทั้งที่สัดส่วนไขมันต่ำ ขณะที่คนรูปร่างผอมซึ่งไม่ค่อยขยับร่างกายและกินแป้งกับน้ำตาลเป็นหลัก กลับมีไขมันสะสมในช่องท้องสูงทั้งที่ค่าดัชนีมวลกายยังอยู่ในเกณฑ์
การวัดองค์ประกอบของร่างกายจึงจำเป็น โปรแกรม Body Composition Analysis แยกสัดส่วนไขมัน มวลกล้ามเนื้อ และปริมาณน้ำในร่างกายออกจากกันได้ ส่วน โปรแกรม DEXA Scan สแกนลงลึกถึงพื้นที่ไขมันในช่องท้องและมวลกระดูก แพทย์จะใช้ผลตรวจทั้งสองประกอบกับค่าดัชนีมวลกายก่อนตัดสินใจ
นอกจากค่า BMI แพทย์ยังดูอะไรประกอบอีกบ้าง

การที่ร่างกาย มีค่าดัชนีมวลกายที่เข้าเกณฑ์การใช้ยา ไม่ได้แปลว่าสามารถใช้ยาได้ทันที แพทย์ยังต้องดูอีกหลายเรื่องประกอบก่อน
- ประวัติการลดน้ำหนักที่ผ่านมา เคยลองวิธีไหน ลดได้เท่าไหร่ แล้วกลับขึ้นมาตอนไหน ถ้าน้ำหนักขึ้นเพราะนอนไม่พอหรือความเครียดสะสม การเริ่มยาโดยไม่แก้ต้นเหตุก็ได้ผลไม่เต็มที่
- รูปแบบความหิวในแต่ละวัน คนที่หิวเป็นระลอกและกินจุกจิกตลอดบ่าย มักตอบสนองกับยากลุ่มนี้ได้ดีกว่าคนที่กินมื้อหลักปริมาณมากแต่ไม่กินจุกจิกเลย
- โรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ เพื่อดูว่าจะตีกันหรือไม่ รวมถึงประวัติการแพ้ยา ผลตรวจเลือด ทั้งระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด และการทำงานของตับกับไต
การประเมินชุดนี้เองที่แยกการเริ่มยาภายใต้การดูแลของแพทย์ ออกจากการสั่งซื้อทางออนไลน์มาฉีดเอง
ใครบ้างที่ยังไม่ควรใช้ ปากกาลดน้ำหนัก

บางภาวะเป็นข้อห้ามที่ชัดเจน คือไม่ว่าค่าดัชนีมวลกายจะสูงเพียงใดก็ยังไม่ควรเริ่มยากลุ่มนี้
- ผู้ที่มีประวัติมะเร็งไทรอยด์ชนิด Medullary หรือกลุ่มอาการ MEN 2 ข้อห้ามนี้นับรวมญาติสายตรงด้วย เพราะเป็นภาวะที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม
- ผู้ที่เคยมีภาวะตับอ่อนอักเสบ ตัวยาอาจส่งผลต่อตับอ่อน จึงต้องแจ้งประวัติให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ แม้จะผ่านมานานแล้วก็ตาม
- ผู้ที่มีภาวะไตเสื่อมรุนแรง เนื่องจากอาการข้างเคียงอย่างอาเจียนหรือท้องเสียอาจนำไปสู่ภาวะขาดน้ำ ซึ่งซ้ำเติมไตให้แย่ลงอีก
- ผู้ที่ตั้งครรภ์ วางแผนตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร ยังไม่มีข้อมูลรองรับการใช้ในช่วงนี้ และตัวยาผ่านทางน้ำนมได้ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 และผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของยา สองกลุ่มนี้เป็นข้อห้ามตามฉลากยาโดยตรง
อีกกลุ่มหนึ่งไม่ถึงขั้นห้าม แต่ต้องให้แพทย์พิจารณาเป็นรายบุคคล คือผู้ที่มีแผนเข้ารับการผ่าตัดซึ่งต้องดมยาสลบ เพราะยาชะลอการบีบตัวของกระเพาะอาหารจนเพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลักระหว่างผ่าตัด ผู้ที่มีปัญหาระบบทางเดินอาหารรุนแรงอยู่เดิม ผู้ที่มีพฤติกรรมการกินผิดปกติ และผู้ที่รู้ตัวว่ามาติดตามผลกับแพทย์ต่อเนื่องไม่ได้ เพราะการไต่ขนาดยาต้องปรับตามการตอบสนองของร่างกายเป็นระยะ
อาการข้างเคียงที่อาจเจอในช่วงแรก
อาการที่พบได้บ่อยเกือบทั้งหมดอยู่ในระบบทางเดินอาหาร และมักเกิดในช่วงสองถึงสี่สัปดาห์แรก กับจังหวะที่เพิ่มขนาดยาแต่ละขั้น แล้วค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อร่างกายปรับตัวได้
- คลื่นไส้ แน่นท้อง ท้องอืด
- ท้องผูกหรือท้องเสีย เวียนศีรษะและอ่อนเพลีย
แผนการไต่ขนาดยา (Titration) จึงเริ่มจากขนาดต่ำแล้วขยับขึ้นทีละขั้น ขั้นละประมาณสี่สัปดาห์ เพื่อให้ร่างกายค่อย ๆ ปรับตัว การเร่งขนาดยาไม่ได้ทำให้น้ำหนักลงไวกว่าเดิม แต่มักทำให้คลื่นไส้จนใช้ต่อไม่ไหว
ส่วนอาการต่อไปนี้เป็นสัญญาณที่ต้องกลับมาพบแพทย์ทันที เพราะอาจสัมพันธ์กับภาวะขาดน้ำ ถุงน้ำดีอักเสบ หรือการทำงานของไตที่เปลี่ยนไป
- อาเจียนรุนแรงจนกินหรือดื่มน้ำไม่ได้
- ปวดท้องรุนแรง โดยเฉพาะบริเวณลิ้นปี่หรือชายโครงขวา
- หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น ปัสสาวะออกน้อยผิดปกติ
อีกเรื่องที่ต้องเฝ้าระวังในระยะยาว คือมวลกล้ามเนื้อที่ลดลงตามน้ำหนัก เพราะเมื่อกินได้น้อยลง ร่างกายมักดึงกล้ามเนื้อไปใช้ควบคู่กับไขมัน การได้รับโปรตีนให้พอและออกกำลังกายแบบมีแรงต้านระหว่างใช้ยาจึงจำเป็น
ราคาของแต่ละที่ต่างกันเพราะอะไร
คนที่ผ่านการประเมินมาแล้วและกำลังเทียบราคาจากหลายที่ มักเจอตัวเลขที่ห่างกันมากจนไม่รู้ว่าต่างกันตรงไหน ราคาที่ต่างกันมาจากสี่เรื่องนี้
- ชนิดตัวยา ยาที่ออกฤทธิ์ตัวรับเดียวกับยาที่ออกฤทธิ์สองตัวรับมีต้นทุนต่างกัน
- ขนาดยาในแต่ละช่วง เนื่องจากปกติยาขนาดเริ่มต้นจะมีราคาถูกกว่าขนาดยาในขั้นถัด ๆ ไป
- รูปแบบการซื้อ ทั้งแบบรายโดส รายแท่ง และรายคอร์ส คนที่เพิ่งเริ่มและยังไม่รู้ว่าร่างกายตอบสนองอย่างไรมักเริ่มจากรายโดสก่อน
- สิ่งที่รวมอยู่ในค่าบริการ ซึ่งมักถูกมองข้าม บางที่คิดเฉพาะค่ายา แล้วแยกค่าปรึกษาแพทย์ ค่าตรวจองค์ประกอบของร่างกาย กับค่านัดติดตามผลออกมาต่างหาก
ดูแลน้ำหนักด้วย เปปไทด์ลดน้ำหนัก ที่ S'RENE by SLC


ก่อนตัดสินใจเลือกสถานพยาบาล ให้ดูสามเรื่องนี้ คือแพทย์เป็นผู้ประเมินก่อนเริ่มใช้ยาโดยซักประวัติและตรวจร่างกาย มีนัดติดตามผลและปรับแผนตามการตอบสนองของร่างกาย แล้วให้ข้อมูลทั้งข้อดี ข้อจำกัด กับอาการข้างเคียงครบถ้วนโดยไม่เร่งการตัดสินใจ
S'RENE by SLC ดดูแลน้ำหนักด้วย โปรแกรม Hunger Reset ภายใต้การดูแลของแพทย์ โดยแพทย์จะประเมินประวัติสุขภาพ โรคร่วม และผลตรวจร่างกายก่อน เพื่อพิจารณาว่าผู้รับบริการเหมาะกับการรักษาด้วยยาหรือไม่ แล้วจึงเลือกแนวทางที่เหมาะกับแต่ละคน
สำหรับผู้ที่เหมาะกับการใช้ โปรแกรม Hunger Reset มีให้เลือกสองรูปแบบ คือ
- โปรแกรม Hunger Reset – WeGo ที่ใช้ตัวยา Semaglutide ออกฤทธิ์ที่ตัวรับ GLP-1
- โปรแกรม Hunger Reset – Mounja ที่ใช้ตัวยา Tirzepatide ออกฤทธิ์ทั้งที่ตัวรับ GLP-1 และ GIP
การเลือกระหว่างสองโปรแกรมขึ้นอยู่กับประวัติสุขภาพ โรคร่วม และเป้าหมายของแต่ละคน
ขั้นตอนการดูแลเริ่มจากการปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกัน เพื่อพูดคุยถึงเป้าหมาย ประวัติสุขภาพ และพฤติกรรมการกินที่ผ่านมา
จากนั้นตรวจประเมินร่างกายและวิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย ทั้งค่าดัชนีมวลกาย สัดส่วนไขมัน มวลกล้ามเนื้อ และอาจรวมถึง ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด กับการทำงานของตับและไต แล้วแพทย์จึงกำหนดตัวยา ขนาดยา และแผนการไต่ขนาดให้สอดคล้องกับร่างกายของแต่ละคน พร้อมสอนวิธีใช้ตั้งแต่เข็มแรกที่คลินิก และนัดติดตามผลเพื่อปรับแผนเป็นระยะ
*ผลลัพธ์และแผนการดูแลขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล และอยู่ภายใต้การพิจารณาของแพทย์
คำถามที่พบบ่อยก่อนตัดสินใจใช้ ปากกาลดน้ำหนัก
ค่า BMI 25 เข้าเกณฑ์ใช้ปากกาลดน้ำหนักหรือยัง
ค่า BMI 25 ยังไม่เข้าเกณฑ์ หากไม่มีภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักร่วมด้วย เพราะเกณฑ์เริ่มต้นอยู่ที่ค่า 27 ขึ้นไปพร้อมโรคร่วม หรือค่า 30 ขึ้นไปโดยไม่มีโรคร่วม แต่ค่า 25 อยู่ในเกณฑ์ภาวะอ้วนระดับ 1 สำหรับชาวเอเชียแล้ว จึงควรตรวจองค์ประกอบของร่างกายและผลเลือดเพื่อดูว่ามีภาวะที่ซ่อนอยู่หรือไม่
ก่อนเริ่มใช้ยา ต้องตรวจร่างกายอะไรบ้าง
การตรวจก่อนเริ่มยาโดยทั่วไปคือการวัดค่าดัชนีมวลกายกับรอบเอว วิเคราะห์องค์ประกอบของร่างกาย แพทย์อาจตรวจระดับน้ำตาลในเลือด ระดับไขมันในเลือด และการทำงานของตับกับไตเพิ่มเติมหากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ร่วมกับการซักประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้อยู่ และประวัติการแพ้ยา
ยังไม่เข้าเกณฑ์ใช้ปากกา แต่อยากดูแลน้ำหนัก เริ่มจากตรงไหนได้บ้าง
คนที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ BMI เริ่มได้จากการตรวจองค์ประกอบของร่างกายเพิ่มเติมว่าถึงสัดส่วนไขมันว่ามีความเสี่ยงไหม แล้ววางแผนโภชนาการกับการออกกำลังกายให้ตรงกับสิ่งที่ผลตรวจบอก จากนั้นตรวจซ้ำเป็นระยะเพื่อดูว่าแผนได้ผลหรือต้องปรับ
ใช้ไปแล้วจะหยุดยาได้ตอนไหน
แพทย์จะพิจารณาหยุดยาเมื่อน้ำหนักเข้าสู่เกณฑ์ที่เหมาะสม โดยลดขนาดยาลงทีละขั้นก่อน เพราะการหยุดแบบกะทันหันเพิ่มโอกาสที่น้ำหนักจะกลับขึ้นมา และไม่ว่าจะหยุดตอนไหนก็ยังต้องดูแลพฤติกรรมการกินกับการออกกำลังกายต่อเนื่อง
ซื้อมาฉีดเองที่บ้านได้หรือเปล่า
ยากลุ่มนี้จัดเป็นยาควบคุมพิเศษที่แพทย์เป็นผู้สั่งจ่าย การสั่งซื้อจากช่องทางออนไลน์ซึ่งไม่ทราบแหล่งที่มาเสี่ยงทั้งยาปลอม ยาที่เสื่อมคุณภาพจากการเก็บรักษาผิดอุณหภูมิ และการใช้โดยไม่มีใครประเมินหรือติดตามอาการ ส่วนการฉีดเองที่บ้านหลังแพทย์สั่งจ่ายและสอนวิธีใช้แล้วนั้นทำได้ตามแผนที่วางไว้
สรุป ปากกาลดน้ำหนัก เหมาะกับใคร และต้องเช็กอะไรก่อนปัก
คำตอบชัดเจนกว่าที่หลายคนคิด คือผู้ที่มีค่าดัชนีมวลกายตั้งแต่ 30 ขึ้นไป หรือตั้งแต่ 27 ขึ้นไปร่วมกับภาวะสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนัก และไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์อย่างประวัติมะเร็งไทรอยด์ชนิด Medullary ตับอ่อนอักเสบ ไตเสื่อมรุนแรง หรือการตั้งครรภ์
คนที่ยังไม่เข้าเกณฑ์ การรู้จักองค์ประกอบของร่างกายตัวเองแล้ววางแผนให้ตรงกับจุดเริ่มต้นจริง ให้ผลคุ้มค่ากว่าการเร่งหาทางลัด ส่วนคนที่เข้าเกณฑ์แล้ว การเริ่มภายใต้การดูแลของแพทย์พร้อมการติดตามผลต่อเนื่อง จะช่วยให้น้ำหนักที่ลดไปอยู่กับร่างกายได้ในระยะยาว
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ป้องกันเพื่อประเมินความเหมาะสมก่อนตัดสินใจได้ที่ S'RENE by SLC
- สาขาทองหล่อ ชั้น 4 โทร 064 184 5237
- สาขาชาน แจ้งวัฒนะ 14 ชั้น 2 โทร 099 807 7261
- สาขาพาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 โทร 081 249 7055
- สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 6 โทร 080 245 7669
- สาขาสยาม โทร 064 139 6390 และ 081 249 6392
จองคิวปรึกษาได้ที่ https://booking.slc-group.com/ หรือ LINE Official: @SRENEbySLC
จองคิวปรึกษาแพทย์ ประเมินความเหมาะสมเบื้องต้น คลิก!

บทความและโปรแกรมที่เกี่ยวข้อง
- ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร ทำงานอย่างไร ต่างจากกลืนบอลลูนอย่างไร
- ปักปากกาลดน้ำหนัก ผลข้างเคียง หิวไหม ต้องปรับอาหารไหม
- โปรแกรม Hunger Reset – Mounja
- โปรแกรม Hunger Reset – WeGo
- รีวิวปักตะกร้ากับโปรแกรม Hunger Reset
- กลืนบอลลูนในกระเพาะอาหาร ลดน้ำหนักได้จริงไหม

English
中文 (中国)

สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่