เรื่องน่ารู้
Blogs

น้ำตาลในเลือด ปกติ เท่าไหร่? รู้ทันความก่อนเสี่ยงโรค

 “น้ำตาลในเลือด ปกติ เท่าไหร่?” อาจเป็นคำถามที่หลายคนมองข้าม เพราะเมื่อเห็นผลตรวจสุขภาพประจำปีที่มีค่าน้ำตาลสูงกว่าเกณฑ์เพียงเล็กน้อย ก็มักคิดไปเองว่า “แค่นิดหน่อย เดี๋ยวก็คงกลับมาปกติ”   แต่รู้หรือไม่ว่า ค่าน้ำตาลที่สูงขึ้นเพียงเล็กน้อยนั้น อาจเป็นสัญญาณเตือนของ ภาวะก่อน เบาหวาน (Prediabetes) ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายเริ่มมีภาวะดื้ออินซูลินและมักไม่แสดงอาการชัดเจน หากละเลยหรือไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ก็อาจลุกลามไปสู่ โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในอนาคต  ปัจจุบัน โรคเบาหวานไม่ใช่เรื่องของผู้สูงอายุอีกต่อไป แต่เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบในคนอายุน้อยและวัยทำงานมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีต้นเหตุหลักจากวิถีชีวิตยุคปัจจุบัน เช่น การรับประทานอาหารที่มีแป้งและน้ำตาลสูง การนั่งทำงานต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ค่อยขยับร่างกาย (Sedentary Lifestyle) การพักผ่อนไม่เพียงพอ และความเครียดสะสมที่รบกวนระบบเผาผลาญ  ดังนั้น ตัวเลขในผลตรวจสุขภาพจึงไม่ใช่แค่ผลลัพธ์บนกระดาษ แต่เป็นเข็มทิศชี้วัดความเสี่ยง เพื่อให้เราเริ่มป้องกันได้ตั้งแต่ต้นทาง บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจค่ามาตรฐานของระดับน้ำตาลในเลือด วิธีอ่านผลตรวจอย่างถูกต้อง พร้อมเช็กสัญญาณเตือนจากร่างกายที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมในระยะยาว 

 

Table of Contents

น้ำตาลในเลือด คืออะไร? แล้ว น้ำตาลในเลือด ปกติ เท่าไหร่? 

น้ำตาลในเลือด หรือ Blood Glucose คือปริมาณกลูโคสที่หมุนเวียนอยู่ในกระแสเลือด ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของเซลล์ในร่างกาย โดยเฉพาะสมอง กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่าง ๆ กลูโคสส่วนใหญ่มาจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว ผลไม้ และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล เมื่อรับประทานอาหาร ร่างกายจะย่อยคาร์โบไฮเดรตให้กลายเป็นกลูโคส ก่อนดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด จากนั้น อินซูลิน (Insulin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างจากตับอ่อน จะทำหน้าที่พากลูโคสเข้าสู่เซลล์เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน หากอินซูลินทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ หรือร่างกายดื้อต่ออินซูลิน ระดับน้ำตาลในเลือดก็อาจสูงกว่าปกติ และเมื่อเกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ได้  หลายคนเข้าใจว่าค่าน้ำตาลมีเพียงตัวเลขเดียว แต่ในความเป็นจริง การตรวจน้ำตาลในเลือดมีหลายรูปแบบ และแต่ละแบบใช้ประเมินสุขภาพในมุมที่แตกต่างกัน โดยค่าที่แพทย์นิยมใช้ ได้แก่ Fasting Blood Sugar (FBS), ระดับน้ำตาลหลังอาหาร 2 ชั่วโมง และ HbA1c 

  1. ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอดอาหาร (Fasting Blood Sugar : FBS) การตรวจ FBS เป็นการเจาะเลือดหลังงดอาหารและเครื่องดื่มที่ให้พลังงานอย่างน้อย 8 ชั่วโมง เพื่อประเมินระดับน้ำตาลพื้นฐานของร่างกาย 
ผลตรวจ  ระดับน้ำตาล 
ปกติ  70–99 mg/dL 
ภาวะก่อนเบาหวาน  100–125 mg/dL 
เข้าข่ายโรคเบาหวาน*  126 mg/dL ขึ้นไป 

*การวินิจฉัยโรคเบาหวานจำเป็นต้องอาศัยการประเมินโดยแพทย์ และอาจมีการตรวจยืนยันเพิ่มเติมร่วมกับอาการทางคลินิกหรือผลตรวจชนิดอื่น 

หากผลตรวจอยู่ในช่วง 100–125 mg/dL แม้จะยังไม่ใช่โรคเบาหวาน แต่ถือว่าเป็นช่วงที่ควรเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพราะการดูแลตั้งแต่ระยะนี้อาจช่วยลดโอกาสเกิดโรคในอนาคตได้ 

 

  1. ระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง การตรวจชนิดนี้ช่วยประเมินว่าร่างกายสามารถควบคุมระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหารได้ดีเพียงใด 
ผลตรวจ  ระดับน้ำตาล 
ปกติ  ต่ำกว่า 140 mg/dL 
ภาวะก่อนเบาหวาน  140–199 mg/dL 
เข้าข่ายโรคเบาหวาน  200 mg/dL ขึ้นไป 

แม้ว่าระดับน้ำตาลหลังอาหารจะสูงขึ้นเป็นเรื่องปกติ แต่หากร่างกายใช้เวลานานกว่าจะลดลง หรือค่าสูงกว่ามาตรฐาน อาจสะท้อนว่าการทำงานของอินซูลินเริ่มผิดปกติ 

 

  1. ค่า HbA1c คืออะไร? อีกค่าที่พบได้บ่อยในผลตรวจสุขภาพคือ HbA1c ซึ่งเป็นการประเมินค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดย้อนหลังประมาณ 2–3 เดือน  
ผลตรวจ  ค่า HbA1c 
ปกติ  ต่ำกว่า 5.7% 
ภาวะก่อนเบาหวาน  5.7–6.4% 
เข้าข่ายโรคเบาหวาน  6.5% ขึ้นไป 

ข้อดีของ HbA1c คือไม่สะท้อนเพียงระดับน้ำตาลในวันตรวจ แต่แสดงภาพรวมของการควบคุมระดับน้ำตาลในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา จึงเป็นค่าที่แพทย์นิยมใช้ทั้งในการประเมินความเสี่ยงและติดตามการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน 

ทำไมบางคนตรวจครั้งเดียวแล้วค่าน้ำตาลสูง? 

ผลตรวจน้ำตาลในเลือดไม่ได้ขึ้นอยู่กับอาหารเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยอีกหลายด้านที่อาจทำให้ค่าที่ได้สูงกว่าปกติชั่วคราว เช่น 

  • รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูงก่อนตรวจ 
  • งดอาหารไม่ครบตามเวลาที่กำหนด 
  • นอนหลับไม่เพียงพอ 
  • มีความเครียดสะสม 
  • ออกกำลังกายหนักก่อนตรวจ 
  • อยู่ระหว่างการติดเชื้อหรือเจ็บป่วย 
  • รับประทานยาบางชนิด เช่น ยาสเตียรอยด์ 

ด้วยเหตุนี้ หากผลตรวจสูงกว่าปกติเพียงเล็กน้อย แพทย์อาจพิจารณาให้ตรวจซ้ำ หรือใช้การตรวจชนิดอื่นร่วมด้วย เช่น HbA1c เพื่อช่วยให้การประเมินมีความแม่นยำมากขึ้น 

อาการที่อาจบ่งบอกว่าระดับน้ำตาลในเลือดสูง 

หลายคนเข้าใจว่าโรคเบาหวานต้องมีอาการชัดเจน แต่ในความเป็นจริง ผู้ที่มีภาวะก่อนเบาหวานจำนวนไม่น้อย แทบไม่มีอาการผิดปกติเลย อย่างไรก็ตาม หากระดับน้ำตาลสูงต่อเนื่อง อาจเริ่มพบอาการ เช่น 

  • ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน 
  • กระหายน้ำมากกว่าปกติ 
  • หิวบ่อย รับประทานอาหารแล้วอิ่มไม่นาน 
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ 
  • เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง 
  • แผลหายช้ากว่าปกติ 
  • มองเห็นภาพไม่ชัดหรือภาพมัวเป็นช่วง ๆ 
  • ติดเชื้อที่ผิวหนังหรือทางเดินปัสสาวะบ่อย 

หากมีอาการเหล่านี้ร่วมกับผลตรวจน้ำตาลที่ผิดปกติ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและวางแผนดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม  

ใครบ้างควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือด? 

แม้ว่าจะรู้สึกแข็งแรงและไม่มีอาการผิดปกติ แต่การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำก็มีความสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง ดังนี้ 

  • อายุ 35 ปีขึ้นไป 
  • มีน้ำหนักเกินหรือภาวะอ้วน 
  • มีไขมันในเลือดสูงหรือความดันโลหิตสูง 
  • มีคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน 
  • มีรอบเอวเกินเกณฑ์มาตรฐาน 
  • ออกกำลังกายน้อยหรือใช้ชีวิตแบบนั่งทำงานเป็นเวลานาน 
  • เคยเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 
  • ผู้ที่มีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) 

นอกจากนี้ ผู้ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) ก็ควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ แม้จะยังไม่มีอาการ เพราะการค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่ระยะแรก ช่วยให้สามารถวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น 

วิธีลดความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดสูง เริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน 

แม้ว่าปัจจัยบางอย่าง เช่น อายุ หรือพันธุกรรม จะไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แต่ข่าวดีคือ ปัจจัยเสี่ยงหลายอย่างสามารถจัดการได้ด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ซึ่งไม่เพียงช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด แต่ยังส่งผลดีต่อสุขภาพหัวใจ การนอนหลับ และคุณภาพชีวิตในระยะยาวอีกด้วย 

  1. เลือกรับประทานอาหารให้สมดุล

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดโดยตรง การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ในสัดส่วนที่เหมาะสม และลดอาหารที่มีน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว สามารถช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่มากขึ้นแนวทางที่ทำได้ง่าย ได้แก่ 

  • เลือกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต หรือธัญพืชไม่ขัดสี 
  • เพิ่มผักและผลไม้ที่มีใยอาหาร 
  • รับประทานโปรตีนคุณภาพดี เช่น ปลา ไข่ หรือถั่วต่าง ๆ 
  • ลดเครื่องดื่มที่มีน้ำตาล ขนมหวาน และอาหารแปรรูป 
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในปริมาณมากภายในมื้อเดียว 

การรับประทานอาหารที่สมดุลไม่ได้หมายถึงการงดของหวานทั้งหมด แต่คือการเลือกรับประทานในปริมาณที่เหมาะสมและสม่ำเสมอ 

  1. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

การเคลื่อนไหวร่างกายช่วยให้เซลล์นำกลูโคสไปใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น และช่วยเพิ่มความไวต่ออินซูลิน (Insulin Sensitivity) ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดองค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำให้ผู้ใหญ่ 

  • ออกกำลังกายระดับปานกลางอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ 
  • เสริมการฝึกกล้ามเนื้ออย่างน้อย 2 วันต่อสัปดาห์ 

ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการออกกำลังกายหนักเสมอไป เพียงเดินเร็ว ปั่นจักรยาน ว่ายน้ำ หรือเล่นเวตเทรนนิงอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการดูแลสุขภาพ 

  1. ดูแลน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์เหมาะสม

ภาวะน้ำหนักเกิน โดยเฉพาะไขมันสะสมบริเวณหน้าท้อง มีความสัมพันธ์กับภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักเกิน การลดน้ำหนักเพียง 5–10% ของน้ำหนักตัว ภายใต้คำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์ อาจช่วยให้การควบคุมระดับน้ำตาลและสุขภาพโดยรวมดีขึ้นได้ 

  1. นอนหลับให้เพียงพอ

หลายคนอาจมองข้ามเรื่องการนอน แต่การนอนหลับไม่เพียงพอส่งผลต่อฮอร์โมนหลายชนิดที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญพลังงาน เมื่อพักผ่อนไม่เพียงพอ ร่างกายอาจมีการหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล (Cortisol) เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น และอาจทำให้รู้สึกหิวบ่อยกว่าปกติ ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่จึงควรนอนหลับประมาณ 7–9 ชั่วโมงต่อคืน เพื่อให้ระบบต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล 

  1. จัดการความเครียด

ความเครียดเรื้อรังไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่ออารมณ์ แต่ยังส่งผลต่อระบบฮอร์โมนของร่างกาย เมื่อร่างกายเผชิญความเครียด ฮอร์โมนคอร์ติซอลและอะดรีนาลีนจะเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกระตุ้นให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นได้ การหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เช่น เดินเล่น ออกกำลังกายเบา ๆ ฝึกหายใจ ทำสมาธิ หรือทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ อาจช่วยลดความเครียดและส่งผลดีต่อสุขภาพโดยรวม 

  1. ตรวจสุขภาพเป็นประจำ

โรคเบาหวานและภาวะก่อนเบาหวานมักไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยค้นหาความผิดปกติได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ นอกจากการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดแล้ว แพทย์อาจพิจารณาตรวจปัจจัยด้านสุขภาพอื่นร่วมด้วย เช่น ไขมันในเลือด ความดันโลหิต การทำงานของตับและไต หรือองค์ประกอบของร่างกาย เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพได้อย่างครอบคลุม แนวคิดนี้สอดคล้องกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันโรคตั้งแต่ก่อนเกิดอาการ มากกว่าการรอรักษาเมื่อโรคดำเนินไปแล้ว 

น้ำตาลในเลือดสูง เสี่ยงโรคอะไรบ้าง? 

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดและอวัยวะหลายส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะหากไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม 

ภาวะที่อาจพบได้ ได้แก่ 

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2 
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด 
  • โรคหลอดเลือดสมอง 
  • โรคไตเรื้อรัง 
  • เบาหวานขึ้นจอประสาทตา 
  • ความผิดปกติของเส้นประสาทส่วนปลาย เช่น ชาปลายมือปลายเท้า 
  • แผลเรื้อรังที่เท้าและการติดเชื้อ 

แม้ว่าภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้จะไม่ได้เกิดขึ้นในทุกคน แต่การดูแลระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม และติดตามสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสุขภาพที่ดีในระยะยาว และสอดคล้องกับแนวคิด Longevity ที่มุ่งเน้นการมีอายุยืนพร้อมคุณภาพชีวิตที่ดี 

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 

1. น้ำตาลในเลือด 100 mg/dL ถือว่าปกติไหม? 

หากเป็นค่าที่ตรวจหลังอดอาหาร 8 ชั่วโมง ระดับ 100 mg/dL ถือว่าเริ่มเข้าสู่ช่วงภาวะก่อนเบาหวาน จึงควรปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต และติดตามผลตามคำแนะนำของแพทย์ 

2. น้ำตาลในเลือด 110 mg/dL อันตรายหรือไม่? 

ค่า 110 mg/dL ยังไม่สามารถสรุปว่าเป็นโรคเบาหวาน แต่ถือว่าสูงกว่าค่าปกติ หากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เช่น HbA1c หรือการตรวจซ้ำในระยะเวลาที่เหมาะสม 

3. ก่อนตรวจน้ำตาลต้องอดอาหารกี่ชั่วโมง? 

โดยทั่วไปควรงดอาหารและเครื่องดื่มที่ให้พลังงานอย่างน้อย 8 ชั่วโมงก่อนการตรวจ Fasting Blood Sugar ทั้งนี้สามารถจิบน้ำเปล่าได้ตามปกติ เว้นแต่แพทย์จะแนะนำเป็นอย่างอื่น 

4. ดื่มกาแฟก่อนตรวจน้ำตาลได้หรือไม่? 

หากเป็นกาแฟที่เติมน้ำตาล นม หรือครีมเทียม ไม่ควรดื่มก่อนการตรวจ เพราะอาจส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด สำหรับกาแฟดำ ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของสถานพยาบาลหรือแพทย์ผู้ดูแล 

5. ค่า HbA1c แตกต่างจาก Fasting Blood Sugar อย่างไร? 

Fasting Blood Sugar เป็นการวัดระดับน้ำตาลในวันที่ตรวจหลังอดอาหาร ส่วน HbA1c เป็นค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในช่วงประมาณ 2–3 เดือนที่ผ่านมา จึงช่วยสะท้อนภาพรวมของการควบคุมระดับน้ำตาลในระยะยาว 

6. เครื่องตรวจน้ำตาลปลายนิ้วที่บ้านเชื่อถือได้หรือไม่? 

เครื่องตรวจน้ำตาลปลายนิ้วสามารถใช้ติดตามระดับน้ำตาลในชีวิตประจำวันได้ แต่ผลตรวจอาจแตกต่างจากการตรวจในห้องปฏิบัติการ ดังนั้น หากพบค่าที่ผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจเพิ่มเติมและปรึกษาแพทย์ 

7. คนที่ไม่มีอาการจำเป็นต้องตรวจน้ำตาลหรือไม่? 

ควรตรวจ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 35 ปีขึ้นไป หรือมีปัจจัยเสี่ยง เช่น น้ำหนักเกิน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือมีประวัติโรคเบาหวานในครอบครัว เพราะภาวะก่อนเบาหวานมักไม่แสดงอาการในระยะแรก 

8. ควรตรวจระดับน้ำตาลในเลือดบ่อยแค่ไหน? 

สำหรับคนทั่วไป การตรวจสุขภาพประจำปีอาจเพียงพอ แต่หากมีปัจจัยเสี่ยง หรือเคยมีผลตรวจผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจบ่อยขึ้นตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคล 

สรุป น้ำตาลในเลือด ปกติ เท่าไหร่? ค่าน้ำตาลขึ้นเล็กน้อย ก็อาจเป็นสัญญาณที่ต้องดูร่างกาย 

การรู้ว่า “น้ำตาลในเลือด ปกติ เท่าไหร่” ไม่ได้มีไว้เพียงเพื่ออ่านผลตรวจสุขภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นข้อมูลสำคัญที่ช่วยประเมินความเสี่ยงของโรคเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ ได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นแม้ว่าหลายคนจะยังไม่มีอาการผิดปกติ แต่การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับการรับประทานอาหารที่เหมาะสม ออกกำลังกาย พักผ่อนให้เพียงพอ และดูแลน้ำหนักตัว ล้วนเป็นแนวทางที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพในระยะยาวได้  ที่ S’RENE by SLC มีโปรแกรมตรวจสุขภาพเชิงป้องกันตรวจสุขภาพเชิงลึก 16 รายการ เราเชื่อว่าการมีสุขภาพที่ดีเริ่มต้นจากการป้องกันหากคุณต้องการประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ หรือวางแผนดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Health) ทีมแพทย์พร้อมให้คำแนะนำและเลือกโปรแกรมตรวจสุขภาพที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล เพื่อให้คุณเข้าใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้นและวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างมั่นใจ 

S’RENE Basic Lab Check: รายการตรวจสุขภาพเชิงลึก 16 รายการ

เราจัดกลุ่มการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ (Lab Tests) อย่างครอบคลุม เพื่อประเมินการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ดังนี้:

1. การตรวจความสมบูรณ์ของเลือดและการอักเสบ (Blood & Inflammation)

  • CBC (Complete Blood Count): ตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด เพื่อคัดกรองภาวะโลหิตจาง ภูมิคุ้มกัน และการติดเชื้อ

  • ESR (Erythrocyte Sedimentation Rate): ตรวจหาค่าการอักเสบซ่อนเร้นในร่างกาย

  • G-6-PD: ตรวจคัดกรองภาวะพร่องเอนไซม์ G6PD ซึ่งอาจทำให้เม็ดเลือดแดงแตกง่ายเมื่อได้รับยาหรืออาหารบางชนิด

2. การตรวจระบบเผาผลาญและความเสี่ยงโรคหัวใจ (Metabolic & Cardiovascular Risk)

  • Blood Sugar (FBS): ตรวจระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดหลังงดอาหาร คัดกรองความเสี่ยงโรคเบาหวาน

  • HbA1C: ตรวจระดับน้ำตาลสะสมในเลือดช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา เพื่อประเมินความเสี่ยงเบาหวานที่แม่นยำยิ่งขึ้น

  • Total Cholesterol: ตรวจระดับคอเลสเตอรอลรวมในเลือด

  • Triglyceride: ตรวจระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งสัมพันธ์กับการบริโภคแป้งและน้ำตาล

  • HDL-Cholesterol: ตรวจระดับ “ไขมันดี” ที่ช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ

  • LDL-Cholesterol (Direct): ตรวจระดับ “ไขมันเลว” ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดหลอดเลือดตีบตัน

3. การตรวจการทำงานของตับและไต (Liver & Kidney Function)

  • AST (SGOT) & ALT (SGPT): ตรวจการทำงานของตับ คัดกรองภาวะตับอักเสบและไขมันพอกตับ

  • Creatinine: ตรวจประเมินการทำงานของไตในการขับของเสีย

  • Uric Acid: ตรวจระดับกรดยูริคในเลือด คัดกรองความเสี่ยงโรคเกาต์และนิ่วในไต

4. การตรวจระดับวิตามิน สารพิษตกค้าง และปัสสาวะ (Vitamins, Toxins & Urinalysis)

  • Vitamin D (Total): ตรวจระดับวิตามินดีในเลือด ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบภูมิคุ้มกัน มวลกระดูก และความสมดุลของร่างกาย

  • Lead (Pb): ตรวจวิเคราะห์สารตะกั่ว โลหะหนักอันตรายที่อาจสะสมจากมลภาวะและอาหาร

  • UA (Urinalysis): ตรวจวิเคราะห์ปัสสาวะ เพื่อคัดกรองการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะเบื้องต้น

ข้อแนะนำและการเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ

เพื่อให้ได้ผลการตรวจวิเคราะห์ที่ถูกต้องและแม่นยำที่สุด กรุณาปฏิบัติตามคำแนะนำดังนี้:

  1. งดน้ำและอาหาร (สามารถจิบน้ำเปล่าได้เล็กน้อย) อย่างน้อย 8-12 ชั่วโมง ก่อนเข้ารับการเจาะเลือด
  2. นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ก่อนวันตรวจ
  3. งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนตรวจ
  4. หากมีโรคประจำตัว หรือรับประทานยา/อาหารเสริมเป็นประจำ กรุณาแจ้งให้พยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ทราบก่อนเข้ารับบริการ

หมายเหตุ: บริษัทฯ ขอสงวนสิทธิ์ในการเปลี่ยนแปลงเงื่อนไขและข้อกำหนด โดยมิต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

fast-weight-loss-hunger-reset-review

 

สนใจทำนัดหมาย หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม 

สาขาทองหล่อ ชั้น 4 

โทร. 064 184 5237 

สาขา ชาน แจ้งวัฒนะ 14 ชั้น 2 

โทร. 099 807 7261 

สาขาพาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 

โทร. 081 249 7055 

สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 6 

โทร. 080 245 7669 

สาขาสยาม (ตรงข้าม สยามสเคป และ MBK) 

โทร. 064 139 6390 และ 081 249 6392 

ช่องทางติดต่อออนไลน์: 

LINE OA: @SRENEbySLC 

คลิกเพื่อจองคิวทันที: https://booking.slc-group.com 

 

หมายเหตุ: ข้อมูลในบทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาทางการแพทย์ได้ หากมีผลตรวจผิดปกติหรือมีอาการที่น่าสงสัย ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่เหมาะสมต่อไป 

 

สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่