การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว เพราะไม่เพียงช่วยให้ร่างกายมีพลังงานเพียงพอ แต่ยังป้องกันโรคร้ายแรงอย่างเบาหวานและภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ เช่น โรคหัวใจและความดันโลหิตสูง หากปล่อยให้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง (Hyperglycemia) ต่อเนื่องนานๆ โดยไม่รู้ตัวเนื่องจากอาการในระยะแรกอาจไม่ชัดเจน ก็อาจสายเกินแก้ ดังนั้น การหมั่นตรวจเช็กระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ แม้ในผู้ที่ยังไม่มีปัญหาสุขภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็น บทความนี้ S’RENE by SLC จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจกับภาวะนี้ให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้เรารู้ทันความผิดปกติและสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันโรคได้อย่างทันท่วงที
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง คืออะไร? ทำไมถึงไม่ควรมองข้าม

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรือ Hyperglycemia คือ ภาวะที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าค่าปกติอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมักเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือมีระดับอินซูลินไม่เพียงพอ ทำให้กลูโคสสะสมในเลือดมากเกินไป ภาวะนี้ไม่เพียงแต่เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน แต่ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพอื่น ๆ เช่นการผลิต Growth Factor อย่าง IGF-I ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของกล้ามเนื้อและการฟื้นฟูเนื้อเยื่อ และส่งผลต่อสุขภาพองค์รวมในระยะยาวหากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง
ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงกว่า 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร มักเป็นสัญญาณแรกของปัญหานี้ และหากระดับน้ำตาลเกิน 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร โดยไม่ได้รับการควบคุมโดยแพทย์ อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น คีโตแอซิโดซิส (Diabetic Ketoacidosis – DKA) หรือภาวะกรดคีโตนในเลือด ซึ่งเกิดจากการที่ร่างกายเผาผลาญไขมันแทนน้ำตาลจนเกิดกรดสะสมในเลือด
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง เกิดจากพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่มีระดับน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง ขาดการออกกำลังกาย มีความเครียด หรือการรับประทานยาที่ส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือด เช่น ยาสเตียรอยด์
หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอยู่ตลอดโดยไม่แก้ไข จะเกิดความเสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน เช่น
- เกิดความเสียหายของเส้นประสาท (Neuropathy)
- โรคไตเรื้อรัง (Chronic Kidney Disease)
- โรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง
การเฝ้าระวังและรู้ทันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงจากโรคแทรกซ้อนและดูแลสุขภาพให้แข็งแรงในระยะยาว
ระดับน้ำตาลในเลือด แบบไหนคือสูง และแบบไหนคือปกติ?
การทราบระดับน้ำตาลในเลือดของตนเอง เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราดูแลสุขภาพและป้องกันภาวะเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดจะช่วยให้เราเข้าใจว่าค่าใดถือว่าปกติ และค่าใดที่อาจบ่งชี้ถึงความเสี่ยงต่อโรคต่าง ๆ การตรวจที่แม่นยำและสม่ำเสมอช่วยให้สามารถปรับพฤติกรรมและป้องกันโรคร้ายแรงได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ โดยมีค่ามาตรฐานของระดับน้ำตาลในเลือด ดังนี้

- ระดับน้ำตาลในเลือดขณะอดอาหาร (Fasting Blood Sugar)
- 70-100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร: ปกติ
- ระหว่าง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร: มีความเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวาน
- มากกว่า 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร: บ่งชี้ว่ามีภาวะเบาหวาน
- ระดับน้ำตาลในเลือดหลังอาหาร 2 ชั่วโมง (Postprandial Blood Sugar)
- ไม่เกิน 140 มิลลิกรัม/เดซิลิตร: ปกติ
- ระหว่าง 141-199 มิลลิกรัม/เดซิลิตร: อยู่ในช่วงเสี่ยง
- มากกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร: อาจมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
- ค่าน้ำตาลสะสมในเลือด HbA1c (Hemoglobin A1c)
- ต่ำกว่า 5.7%: ปกติ
- ระหว่าง 5.7-6.4%: มีความเสี่ยงต่อเบาหวาน
- มากกว่า 6.5%: บ่งบอกว่ามีภาวะเบาหวาน
หากระดับน้ำตาลไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติ เช่น ขณะอดอาหารมีค่าเกิน 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร หรือตรวจ HbA1c ได้เกิน 6.5% ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม การตรวจเป็นประจำช่วยให้เรารู้ว่าค่าน้ำตาลในเลือดปกติอยู่ที่เท่าไหร่ และป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงก่อนที่จะนำไปสู่โรคแทรกซ้อน เช่น โรคหัวใจหรือโรคไตได้
การเฝ้าระวังระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำไม่เพียงช่วยให้ทราบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดปกติเท่าไหร่ แต่ยังช่วยให้เราวางแผนดูแลสุขภาพได้อย่างรอบคอบ และป้องกันภาวะน้ำตาลสูงในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาการแบบไหนที่ควรเฝ้าระวัง
อาการของภาวะน้ำตาลในเลือดสูง อาจเริ่มต้นอย่างไม่ชัดเจน ทำให้หลายคนละเลยหรือเข้าใจผิดว่าสุขภาพร่างกายปกติ แต่หากปล่อยให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างต่อเนื่องโดยไม่รับการรักษา อาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพร้ายแรงตามมาได้

ซึ่งอาการที่ควรเฝ้าระวังมีดังนี้
- กระหายน้ำบ่อย ร่างกายต้องการน้ำมากขึ้นเพราะน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เกิดอาการกระหายน้ำแม้จะดื่มน้ำบ่อยแล้ว
- ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะในช่วงกลางคืน น้ำตาลในเลือดที่สูงจะถูกขับออกทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยกว่าปกติ และอาจรบกวนการนอน
- น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ แม้จะรับประทานอาหารตามปกติ แต่ร่างกายไม่สามารถดึงพลังงานจากน้ำตาลไปใช้ได้ ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว
- อ่อนเพลียง่าย ระดับน้ำตาลในเลือดสูงทำให้ร่างกายไม่สามารถนำพลังงานไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้รู้สึกอ่อนล้า
- มองเห็นไม่ชัด ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอาจทำให้เลนส์ตาบวม ส่งผลให้การมองเห็นพร่ามัว
- ปากแห้งและผิวแห้ง การที่ร่างกายขาดน้ำจากการปัสสาวะบ่อย ทำให้เกิดอาการปากแห้งและผิวแห้ง
- แผลหายช้าและติดเชื้อง่าย การที่ระดับน้ำตาลสูงทำให้กระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อทำงานช้าลง และลดประสิทธิภาพของระบบภูมิคุ้มกัน
หากปล่อยให้ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงรุนแรงขึ้น อาจนำไปสู่ภาวะกรดคีโตนในเลือด (DKA) ซึ่งเป็นภาวะอันตราย โดยมีอาการเช่น
- ลมหายใจมีกลิ่นคล้ายผลไม้
- หายใจเร็วและสั้น
- คลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้อง
- รู้สึกสับสน ซึมเศร้า หรือหมดสติ
การสังเกตและเฝ้าระวังอาการเหล่านี้อย่างใกล้ชิดเป็นสิ่งจำเป็น โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน หากพบอาการเหล่านี้ ควรรีบพบแพทย์ทันทีเพื่อลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนและรักษาได้อย่างทันท่วงที
หากระดับน้ำตาลสูงเกิน 180 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะมีอาการอย่างไร
เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มสูงเกิน 180 มก./ดล. ร่างกายจะพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะบ่อยขึ้นและมีปริมาณมาก ส่งผลให้ร่างกายขาดน้ำ รู้สึกกระหายน้ำ คอแห้ง ดื่มน้ำบ่อยกว่าปกติ อาจมีอาการอ่อนเพลียร่วมด้วย เนื่องจากเซลล์ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างเต็มที่
หากระดับน้ำตาลสูงกว่า 250 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ขึ้นไปจะมีอาการอย่างไร
ระดับน้ำตาลที่สูงเกิน 250 มก./ดล. ถือเป็นภาวะที่อันตราย นอกจากอาการปัสสาวะบ่อยและกระหายน้ำรุนแรงแล้ว อาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หายใจหอบลึก มีกลิ่นปากคล้ายผลไม้ (จากภาวะคีโตซิส) ซึมลง หรือหมดสติได้ หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจนำไปสู่ภาวะโคม่าและเสียชีวิตได้
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง มีสาเหตุมาจากอะไร

ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรือ Hyperglycemia คือปัญหาสุขภาพที่เกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงเกินกว่าปกติ ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับการทำงานที่ผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลินและพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม สาเหตุของภาวะนี้มีหลายปัจจัยที่ควรรู้ เพื่อลดความเสี่ยงและดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง
- การดื้อต่ออินซูลิน ร่างกายไม่สามารถใช้อินซูลินได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงอยู่สูงเกินไป เป็นสาเหตุหลักของโรคเบาหวานชนิดที่ 2
- การขาดอินซูลิน ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยมากหรือไม่ผลิตเลย ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดสูงอย่างควบคุมไม่ได้
- การรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตสูง การทานขนมหวาน อาหารที่มีน้ำตาลสูง หรือคาร์โบไฮเดรตในปริมาณมาก ทำให้ระดับน้ำตาลพุ่งสูงหลังอาหาร
- ขาดการออกกำลังกาย เมื่อร่างกายไม่เผาผลาญน้ำตาลที่สะสมในเลือด ระดับน้ำตาลจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
- ความเครียดและการนอนหลับไม่เพียงพอ ความเครียดทำให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่กระตุ้นระดับน้ำตาลสูงขึ้น และการพักผ่อนไม่เพียงพอยังส่งผลต่อความสามารถในการควบคุมน้ำตาลของร่างกาย
- ยาบางชนิดส่งผลต่อระดับน้ำตาล ยาสเตียรอยด์และยาบางชนิดที่ใช้รักษาโรคต่าง ๆ อาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเป็นผลข้างเคียง
- การติดเชื้อหรือภาวะเจ็บป่วย เมื่อร่างกายต้องเผชิญกับภาวะติดเชื้อหรือเจ็บป่วย ระบบการควบคุมระดับน้ำตาลอาจเสียสมดุล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งสูง
การรู้เท่าทันสาเหตุของภาวะน้ำตาลในเลือดสูงช่วยให้เราสามารถดูแลตัวเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การปรับพฤติกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ลดน้ำตาลในอาหาร หมั่นออกกำลังกาย และตรวจระดับน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยป้องกันภาวะนี้ได้ตั้งแต่ต้น
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง มีวิธีป้องกันอย่างไร

การป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเป็นเรื่องสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวานและโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ โดยการปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสมสามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติได้ แนวทางการป้องกันที่ได้ผลมีดังนี้
- ควบคุมอาหารอย่างเหมาะสม หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูงและคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว เช่น ขนมหวาน น้ำอัดลม หรืออาหารแปรรูป เลือกทานอาหารที่มีเส้นใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี เพื่อช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาล
- ออกกำลังกายเป็นประจำ การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายเผาผลาญน้ำตาลในเลือดได้ดีขึ้น และยังช่วยควบคุมน้ำหนัก ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงของภาวะน้ำตาลสูง
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ การมีน้ำหนักเกินหรือเป็นโรคอ้วนเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน การลดน้ำหนักที่เหมาะสม เช่น การลดไขมันหน้าท้อง และการไขมันทั้งตัว จะช่วยให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ที่ดีขึ้น
- จัดการความเครียด ความเครียดเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูง การฝึกผ่อนคลาย เช่น การทำสมาธิ โยคะ หรือนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยลดผลกระทบของความเครียดได้
- ตรวจสุขภาพและวัดระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำ การตรวจระดับน้ำตาลในเลือดเป็นประจำช่วยให้เราทราบว่า น้ำตาลในเลือดปกติเท่าไหร่ และสามารถเฝ้าระวังภาวะน้ำตาลสูงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
- ใช้ยาตามคำแนะนำของแพทย์ สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงหรือผู้ป่วยที่ต้องควบคุมระดับน้ำตาล ซึ่งบางรายอาจจะต้องมีการใช้ปากกาลดน้ำหนักร่วมด้วย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และใช้ยาตามกำหนดอย่างเคร่งครัด
การปรับพฤติกรรมและดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง การควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้เราควบคุมระดับน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อน และมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงตอนเช้า (Dawn Phenomenon) เกิดจากอะไร และแก้ไขอย่างไร?
ภาวะนี้เกิดจากฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงในช่วงเช้ามืด กระตุ้นให้ตับปล่อยน้ำตาลออกมา ส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นในตอนเช้า แม้จะไม่ได้ทานอะไรก็ตาม การแก้ไขทำได้โดยปรับเวลายา ทานมื้อเย็นให้น้อยลง หรือออกกำลังกายเบาๆ เพื่อช่วยควบคุมให้ ค่าน้ำตาลปกติ ในช่วงเช้า
ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) คืออะไร ต่างจากค่าน้ำตาลปลายนิ้วอย่างไร?
HbA1c คือค่าเฉลี่ยน้ำตาลในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ใช้ประเมินการควบคุมโรคในระยะยาว ต่างจากค่าน้ำตาลปลายนิ้วที่บอกระดับน้ำตาลในเลือด ณ ขณะนั้น ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดวัน การรู้ทั้งสองค่าจะช่วยให้แพทย์ประเมินได้ว่าผู้ป่วยสามารถรักษาค่าน้ำตาลในเลือดปกติได้ดีเพียงใด
อาหารชนิดใดบ้างที่ผู้มีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงควรหลีกเลี่ยงอย่างเด็ดขาด?
- เครื่องดื่มรสหวาน น้ำอัดลม ชา กาแฟใส่น้ำตาล ทำให้ ระดับน้ำตาลในเลือด พุ่งสูงอย่างรวดเร็ว
- ขนมหวาน เบเกอรี่ มีทั้งแป้งและน้ำตาลสูง ส่งผลเสียต่อการควบคุม ค่าน้ำตาลปกติ
- อาหารแปรรูป มักมีน้ำตาลแฝง ทำให้ยากต่อการรักษา ค่าน้ำตาลในเลือดปกติ
- ผลไม้หวานจัด ทุเรียน ลำไย มีน้ำตาลสูง ควรเลี่ยงเพื่อไม่ให้กระทบต่อ ระดับน้ำตาลในเลือด
การออกกำลังกายช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างไร และควรออกกำลังกายแบบไหน
การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายนำน้ำตาลไปใช้ได้ดีขึ้น ลดภาวะดื้ออินซูลิน จึงช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดลงได้ ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกต่อเนื่อง เช่น เดินเร็ว หรือว่ายน้ำ เพื่อช่วยรักษาระดับให้ใกล้เคียง ค่าน้ำตาลปกติ มากที่สุด
ความเครียดส่งผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดหรือไม่?
ความเครียดกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมร่างกาย นอกจากนี้ ความเครียดยังอาจทำให้ละเลยการดูแลตัวเอง ส่งผลให้ควบคุม ค่าน้ำตาลในเลือดปกติ ได้ยากขึ้น การจัดการความเครียดจึงสำคัญพอๆ กับการคุมอาหาร
ตรวจน้ำตาลในเลือด ดูแลสุขภาพได้ง่ายๆ ที่ S’RENE by SLC คลินิกสุขภาพคนเมือง
การรู้เท่าทันระดับน้ำตาลในเลือดและการเฝ้าระวังภาวะน้ำตาลสูงอย่างสม่ำเสมอเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคเบาหวานและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การทราบว่าน้ำตาลในเลือดปกติเท่าไหร่ช่วยให้เราสามารถดูแลสุขภาพได้อย่างรอบคอบ พร้อมปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
ที่ S’RENE by SLC คลินิกสุขภาพคนเมือง มีโปรแกรม Basic Lab Check Up ที่ออกแบบมาเพื่อตรวจสุขภาพเชิงป้องกันในรายการที่จำเป็น ประกอบด้วยการตรวจสุขภาพ 16 รายการ ผ่านการตรวจผลเลือดที่ละเอียด ครอบคลุมทั้งการตรวจหาความเสี่ยงโรคเบาหวานและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
โดยในโปรแกรม Basic Lab Check Up ได้มีการตรวจค่าน้ำตาลจำเป็น
- ระดับน้ำตาลกลูโคสขณะอดอาหาร (FBS)
ช่วยตรวจสอบว่าระดับน้ำตาลของคุณอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ เพื่อป้องกันภาวะเบาหวานในระยะเริ่มต้น - ระดับน้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1c)
ช่วยประเมินระดับน้ำตาลในเลือดย้อนหลัง 2-3 เดือน เพื่อดูความเสถียรของการควบคุมระดับน้ำตาล

สำหรับผู้ที่มีความกังวลเพิ่มเติมในเรื่องน้ำตาลในเลือดสูง มีสัญญาณความเสี่ยง หรือเป็นผู้ป่วยโรคเบาหวาน เรามีโปรแกรมตรวจ Diabetes Risk เพื่อตรวจวิเคราะห์ความเสี่ยงการเป็นโรคเบาหวานได้เฉพาะเจาะจงมากยิ่งขึ้น:
- ค่า C-peptide: ช่วยวัดปริมาณอินซูลินที่ร่างกายผลิตได้เอง
- ระดับ Insulin (Fasting): ตรวจภาวะการดื้ออินซูลิน
- Urine Microalbumin: ตรวจภาวะโปรตีนรั่วทางไต

การตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอช่วยให้คุณรับมือกับความเสี่ยงต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที S’RENE by SLC คลินิกสุขภาพคนเมือง มุ่งมั่นให้บริการด้วยมาตรฐาน ผ่านการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ ที่พร้อมให้คำปรึกษาและแนะนำแนวทางการดูแลสุขภาพอย่างเหมาะสม
อย่ารอให้ปัญหาสุขภาพเกิดขึ้นก่อน มาตรวจสุขภาพกับซีรีน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคุณอยู่ในเกณฑ์ที่ดี และพร้อมใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในทุกวัน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองคิวปรึกษาแพทย์ที่ S’RENE by SLC ได้แล้ววันนี้
- สาขา ทองหล่อ ชั้น 4 – โทร 064 184 5237
- สาขา ชาน แจ้งวัฒนะ 14 ชั้น 2 – โทร 099 807 7261
- สาขา พาราไดซ์ พาร์ค ชั้น 3 – โทร 081 249 7055
- สาขา เซ็นทรัลลาดพร้าว ชั้น 6 – โทร 080 245 7669
- สาขา สยาม – โทร 064 139 6390 และ 081 249 6392
- LINE: @SRENEbySLC
- หรือคลิก https://bit.ly/3llXtvw
สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่
- Facebook: www.facebook.com/SrenebySLC
- IG: www.instagram.com/srenebyslc
- TikTok: www.tiktok.com/@srenebyslc
อ้างอิง
Yale Medicine. (2023, November 1). Hyperglycemia: Symptoms, causes, and treatments. https://www.yalemedicine.org/conditions/hyperglycemia-symptoms-causes-treatments
Cleveland Clinic. (2024, November 4). Hyperglycemia. https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/9815-hyperglycemia-high-blood-sugar
Mayo Foundation for Medical Education and Research. (2022). Hyperglycemia in diabetes. Mayo Clinic. https://www.mayoclinic.org/diseases-conditions/hyperglycemia/symptoms-causes/syc-20373631
Clemmons D. R. (2004). Role of insulin-like growth factor in maintaining normal glucose homeostasis. Hormone research, 62 Suppl 1, 77–82. https://doi.org/10.1159/000080763
Reinhold, D., Ansorge, S., & Schleicher, E. D. (1996). Elevated glucose levels stimulate transforming growth factor-beta 1 (TGF-beta 1), suppress interleukin IL-2, IL-6 and IL-10 production and DNA synthesis in peripheral blood mononuclear cells. Hormone and metabolic research = Hormon- und Stoffwechselforschung = Hormones et metabolisme, 28(6), 267–270. https://doi.org/10.1055/s-2007-979789


สามารถติดตาม S’RENE by SLC ได้ที่